UFABETWINS

UFABETWINS พวกเขาคือเจ้าฟุตบอลอาเซียน รองแชมป์เอเชีย และเจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2 สมัย รวมถึงเคยผ่านเข้าไปเล่นในโอลิมปิก รอบสุดท้ายที่มิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก

แต่วันนี้มันกลับเหลือเพียงแค่อดีต เกิดอะไรขึ้นกับ พม่า อดีตยอดทีมของเอเชีย ? ร่วมค้นหาคำตอบกับ Chronicles พื้นฐานจากญี่ปุ่น ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมมาของ เมียนมา หรือ พม่า ในอดีต มันเป็นกีฬาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และถูกนำเข้ามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1880s สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จากนักสำรวจที่ชื่อว่า เจมส์ จอร์จ สก็อต คนพม่าค่อนข้างเปิดรับกีฬาชนิดนี้ เนื่องจากมันมีลักษณะคล้ายกับ “ชิ่นโล่น” กีฬาพื้นบ้านของพวกเขา

ซึ่งเป็นการเตะลูกหวายขึ้นไปบนอากาศ (คล้ายตะกร้อวงของไทย) และทำให้มันแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว “ความนิยมของฟุตบอลได้กระจายไปทั่วทั้งประเทศพม่า ทั้งในหมู่คนพม่าและชาวยุโรป มันได้รับความนิยมมาก” นักเขียนชาวอังกฤษบันทึกไว้ในปี 1910 หลังจากนั้น ฟุตบอลก็กลายเป็นกีฬาที่คนเล่นกันทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นในตรอกซอกซอยกรุงย่างกุ้ง, ค่ายทหารอังกฤษ หรือในโรงเรียนของมิชชั่นนารี แต่ก็เป็นแบบไม่มีทิศทาง จนกระทั่งการมาถึงของ

อู ควอ ดิน ที่เป็นเหมือนผู้วางรากฐานให้กับฟุตบอลพม่า เขาเป็นคนพม่าที่เกิดในปี 1900 แต่ได้ย้ายไปอยู่ที่ญี่ปุ่น และได้มีโอกาสเป็นโค้ชให้กับทีมฟุตบอลในโรงเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่น ในช่วงทศวรรษที่ 1920s แถมยังพาทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศ รวมถึงยังได้คุมทีมระดับมหาวิทยาลัยเช่นกัน เขาคือคนที่เอาเทคนิคการเล่นบอลสั้นมาปรับใช้กับฟุตบอลญี่ปุ่น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้การเล่นฟุตบอลของชาวซามูไรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังเพิ่งก่อตั้งสมาคมฟุตบอล

UFABETWINS

ในปี 1921 นอกจากนี้ ในปี 1923 ควอ ดิน ยังได้เขียนหนังสือสอนการเล่นฟุตบอลที่ชื่อว่า “How to Play Association Football” ที่ทำให้มันเป็นเหมือนไบเบิลของนักฟุตบอลและโค้ชชาวญี่ปุ่น ในยุคนั้น จนทำให้เขาได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ในหอเกียรติยศของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในปี 2007 เช่นกันสำหรับชาวพม่า หนังสือ How to Play Association Football ได้กลายเป็นคัมภีร์ของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตนักฟุตบอลพม่าฝีเท้าดี

ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นฟุตบอลกับชาวพม่า ก็กลายเป็นสิ่งที่คู่กัน พวกเขาก่อตั้งสมาคมฟุตบอลในปี 1947 หรือหนึ่งปี ก่อนได้รับเอกราช ก่อนจะมาบูมอย่างมาก หลังสมาคมฯ เปิดตัว States and Divisions Football Tournament หรือศึกชิงแชมป์ระดับประเทศในปี 1952 แต่คงไม่มีช่วงเวลาไหนที่ฟุตบอลของพม่าจะรุ่งเรืองไปกว่าทศวรรษที่ 1960s ยุคทองของฟุตบอลพม่า ฟุตบอลของพม่า เรียกได้ว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังได้รับเอกราช จนกระทั่งในปี 1954

ความสำเร็จแรกในระดับนานาชาติของพวกเขาก็มาถึง เมื่อสามารถคว้าเหรียญทองแดงมาคล้องคอได้สำเร็จ ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์ แต่นั่นเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เมื่ออีก 11 ปีต่อมา ภายใต้การนำของ อู เซง ไหลง์ กุนซือระดับตำนาน ก็ทำให้ พม่า ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของเอเชีย และไปไกลถึงระดับโลก เมื่อขุนพล “เทวดาขาว” ที่มีที่มาจากชุดแข่งของทีมในช่วงนั้น คือหนึ่งในทีมสุดแกร่งของภูมิภาคและทวีป พวกเขาเดินหน้าคว้าความสำเร็จมาประดับตู้โชว์

อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ซีเกมส์ 5 สมัย แชมป์เอเชียนเกมส์ 2 สมัย และรองแชมป์เอเชียนคัพอีก 1 สมัย นอกจากนี้ในปี 1972 พวกเขายังทำให้โลกได้รู้จักชื่อของ “พม่า” เมื่อสามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโอลิมปิก รอบสุดท้ายที่ มิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก แถมยังเก็บชัยชนะกลับมาได้หนึ่งนัด กุญแจของความสำเร็จของพม่าในยุคนั้น คือการเต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี ไม่ว่าจะเป็น สุข บาฮาดูร์ ดาวยิงกัปตันทีม เจ้าของฉายา “เปเล่แห่งพม่า”, เมียว วิน ญุน

ที่เล่นได้ทั้งกองหลังและกองกลางตัวรับ หรือ อ่อง ทิน ผู้รักษาประตูจอมหนึบ จนทำให้ทีมยุคนี้ถูกขนานนามว่า “ยุคทองของพม่า” “เรารู้ว่าคุณคือมหาอำนาจของเอเชีย เราจึงอยากมาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากคุณ” บ็อบ แคป โค้ชของ ดัลลัส ทอร์นาโด สโมสรในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงฟุตบอลพม่า ตอนพาทีมมาเตะในปี 1967 ในขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ พม่า ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง และสามารถยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของเอเชีย คือความเป็นนักสู้ และความมุ่งมั่นใน

UFABETWINS

ชัยชนะอยู่เสมอ “นักเตะยุคปัจจุบันเก่งนะ แต่พวกเขาต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และมีความปรารถนา ย้อนกลับไปตอนนั้น เราอาจจะไม่ได้มีรายได้มาก แต่เรามีความปรารถนาที่จะชนะ” อู่ บา พู อดีตปีกซ้ายของทีมในยุคทองแห่งพม่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 70 กว่าปี กล่าวกับ Mizzima Business Weekly ในขณะที่ อู เอ มาว จี อดีตกองกลางของขุนพลเทวดาขาว ที่รับใช้ทีมชาติในช่วงปี 1966–74 ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็น ประธานบริหารของ ชเวกาบิน ยูไนเต็ด สโมสรในเมีย

นมา เนชั่นแนลลีก ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ “มันเป็นการแข่งขันของทีม เรามีนักเตะที่เล่นร่วมกันได้ดีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เรามีความเข้าใจกันและกันและมีสปิริต” อดีตผู้บริหารกล่าวเสริม “เป้าหมายของเราคือต้องการชนะเสมอ เราประสบความสำเร็จเพราะสิ่งนี้ เพื่อประเทศของเรา” อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นไม่นาน ความสำเร็จของพวกเขาก็กลายเป็นแค่อดีต เทวดาตกสวรรค์ ว่ากันว่าความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นาน ความรุ่งเรืองของฟุตบอลพม่าก็เช่นกัน ยุคทองของพวกเขา

เริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960s แต่หลังจากปี 1974 พวกเขาก็ไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดเดิมได้อีกเลย เหตุผลสำคัญมันเริ่มตั้งแต่การรัฐประหารของนายพลเนวิน ในปี 1962 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนที่เขาได้เป็นประธานาธิบดีในปี 1974 ที่ทำให้ พม่า กลายเป็น “ฤๅษีแห่งเอเชีย” จากนโยบายที่เกือบจะเรียกได้ว่าปิดประเทศ ด้วยเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง และติดต่อกับต่างชาติเท่าที่จำเป็น ซึ่งสิ่งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อฟุตบอลของพวกเขาในเวลาต่อมา เนื่องจากในช่วงปลาย

ทศวรรษที่ 1970s ถือเป็นยุคบุกเบิกของนักเตะเอเชียกับการย้ายไปเล่นในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็น วิทยา เลาหกุล ของไทยที่ย้ายไป ยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ โอซากา ณ ปัจจุบัน) ในปี 1977 และ แฮร์ธา เบอร์ลิน ในปี 1979 หรือ ยาสุฮิโกะ โอคุเดระ นักเตะชาวญี่ปุ่นที่ย้ายไป เอฟซี โคโลญจน์ ของเยอรมันในปี 1977 แต่สำหรับพม่า นโยบายโดดเดี่ยวตัวเองของพวกเขากลายเป็นอุปสรรคสำหรับเรื่องนี้ มันทำให้พวกเขาทำได้เพียงเล่นอยู่ในประเทศ ที่ทำให้แม้ว่าพวกเขาจะมี

นักเตะฝีเท้าดีแค่ไหน แต่ถ้าขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานโดยรวมก็ไม่สามารถสู้ชาติอื่น ๆ ได้ “ในตอนที่ฟุตบอลเมียนมาถูกโดดเดี่ยว เราต่างทำได้เพียงแข่งกันเอง ในขณะที่ผู้เล่นจากประเทศอื่นเริ่มย้ายไปเล่นในต่างประเทศ” อู เอ มาว จี อธิบายกับ Mizzima Business Weekly “ในยุคสมัยของเรา เราดีกว่าไทยเสียอีก แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะพัฒนาฟุตบอลของพวกเขา พวกเขาสร้างอคาเดมีพิเศษ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่าง เบ็คเคนเบาเออร์

อคาเดมี” นอกจากนี้ การที่ไม่ได้ลงเล่นในการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องหลังปี 1974 ไม่ว่าจะเป็น เอเชียนคัพ ที่ไม่ได้ลงเตะในรอบคัดเลือกอีกเลยตั้งแต่ปี 1972 หรือฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ไม่ได้เข้าร่วมเลย จนถึงปี 1990 ก็มีส่วนขัดขวางการพัฒนาฟุตบอลของประเทศ “เราซ้อม ซ้อม และซ้อม และถ้าเราไปแข่ง และอาจจะแพ้ 1 หรือ 2 ลูก โอเค เราไม่เป็นไร แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราแพ้เยอะ เราอาจจะอายตัวเอง รัฐบาลอาจจะโกรธ ฟุตบอลจะหยุด

และเราก็จะจบ มันคือความกังวลของเรา” อู เอ มาว จี ให้ความเห็น “ทีมของเราไม่แข็งแกร่งมานานมาก ดังนั้นเราจึงไม่ไปไหน” “ผมคิดว่า พวกเขา (ผู้มีอำนาจในวงการฟุตบอล) อยากจะรักษาภาพว่าเราคือชาติที่เก่งฟุตบอล ถ้าเราออกไปเล่นทีมเยือนแล้วแพ้ ผู้คนก็จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นคือสิ่งที่สมาคมฟุตบอลของเรากำลังทำ” ในขณะเดียวกัน ด้วยนโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง

ทำให้เม็ดเงินที่จะเข้ามาสนับสนุนฟุตบอลมีน้อยมาก บวกกับการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการทหารที่ทำให้พม่าประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ก็ทำให้งบประมาณในส่วนนี้ที่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งน้อยลงไปอีก

 

คลิ๊กเลย >>> UFABETWINS

อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล